1 เมษายน วันเลิกทาส

1 เมษายน วันเลิกทาส 

1 เมษายน วันเลิกทาส
หลายคนอาจคุ้นเคยกันว่า วันที่ 1 เมษายนนั้นเป็นเพียงวัน April Fool’s Day หรือ วันโกหก ตามธรรมเนียมของฝั่งตะวันตก แต่จริงๆ แล้วในวันนี้ยังเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของชาวไทย ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ถ้าเอ่ยชื่อจะต้องร้อง อ๋อ ! กันทันที นั่นก็คือ วันเลิกทาส ถือเป็นการยกเลิกระบบที่ชนชั้นสูงตั้งขึ้นเพื่อกดขี่ราษฎรให้ทำงานรับใช้ หรือส่งทรัพย์สินของตนให้อย่างไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

การเลิกทาส
ในแผ่นดินรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั้น ไทยมี ทาส เป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองภายในประเทศ สืบเนื่องมาจากการที่พ่อแม่ตกเป็นทาส ส่งผลให้ลูกที่เกิดจากพ่อแม่เหล่านี้ก็กลายเป็นทาสอีกต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งความลำบากอยู่ตรงที่ทาสจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิเช่นนั้นแล้วก็จะต้องกลายเป็นทาสรับใช้ไปตลอดชั่วชีวิต เพราะกฎหมายยังถือว่ามีค่าตัวอยู่ หลังจากนั้นไม่นาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกาศ พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ที่เป็นการแก้พิกัดเรื่องค่าตัวของทาสเสียใหม่ โดยลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุได้ 8 ขวบ ไปจนกระทั่งหมดค่าตัวลงเมื่อมีอายุได้ 20 ปี จากนั้นเมื่ออายุครบ 21 ปีก็จะกลายเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา อีกทั้งยังมีการห้ามมิให้ซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเข้ามาเป็นทาสอีก

ต่อมาในปี พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงออก พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไท เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ก็ได้ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาทนับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นมา นอกจากนั้นก็ยังได้ทรงออกเป็นบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสได้อีก และหากทาสจะเปลี่ยเจ้าเงินใหม่ ก็ได้ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว

การเลิกไพร่
หมอสมิธ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไซแอมรีโพซิตอรี่ ได้เขียนบทความเพื่อตำหนิรัฐบาลสยามอย่างรุนแรง ด้วยเห็นว่า ในบรรดาประเทศที่มีความเจริญแล้วทั้งหลาย ไม่ว่าจะพระเจ้าแผ่นดินก็ดี เหล่าขุนนางก็ดี ไม่มีสิทธิ์ที่จะเกณฑ์แรงงานราษฎรที่เสียภาษีอาการโดยไม่ให้อะไรตอบแทน เนื่องจากในสมัยนั้น คนที่เป็นไพร่เข้ารับราชการโดยที่ไม่ได้รับค่าตอบ ทั้งยังต้องออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่างในระหว่างที่รับราชการ อาทิ ค่าเดินทาง ค่าอาหารเป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีเหล่าคนไทยหนุ่ม มีความคิดอยากให้เลิกขนบไพร่ บางส่วนก็ออกมาแสดงความคัดค้านที่รัฐบาลสักเลกในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ทำให้การทำนาได้รับความเสียหาย

ขนบไพร่ในสมัยนั้นได้บังคับให้ราฎรที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 16 ปี ไปจนถึง 70 ปี ต้องเข้าทำงานรับใช้ หรือส่งส่วยให้แก่เจ้านายชนชั้นปกครอง โดยแบ่งออกเป็น ไพร่หลวง ไพร่สม และไพร่ส่วย โดยที่มีกำหนดรับราชการแบบเดือนเว้นเดือน ในสมัยอยุธยาปีละ 6 เดือน จากนั้นลดลงมาเหลือปีละ 4 เดือนในสมัยรัชกาลที่ 1 และเหลือ 3 เดือนในสมัยรัชกาลที่ 2 หากใครที่อยากรับราชการก็ต้องจ่าย ค่าราชการ เดือนละ 6 บาท จากนั้น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้กราบทูลเสนอความคิดเห็นว่า ควรให้ราษฎรเสียค่าราชการจากเดือน เป็นปีละ 6 บาทเท่าๆ กัน อีกทั้งให้งดการเกณฑ์แรงชั่วคราว แต่ให้เปลี่ยนเป็นวิธีเกณฑ์จ้างแทน

ขอบคุณที่มา : sanook

ท้าวทองกีบม้า จากละครบุพเพสันนิวาส สู่เรื่องจริงแห่งราชินีขนมไทย

ท้าวทองกีบม้า จากละครบุพเพสันนิวาส สู่เรื่องจริงแห่งราชินีขนมไทย 

ท้าวทองกีบม้า หนึ่งในตัวละครสำคัญจากบุพเพสันนิวาส
จากละครยอดฮิตที่ทำให้เกิดเป็นกระแสไทยฟีเวอร์ อย่าง บุพเพสันนิวาส บางตัวละครก็มีตัวตนอยู่ในจริงในหน้าประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั้น คือ แม่มะลิ ที่รับบทโดย ซูซี่-สุษิรา แอนจิลีน่า โดยแม่มะลิมีชื่อตามประวัติว่า มารี กีมาร์ (Marie Guimar)

หรือ ท้าวทองกีบม้า ที่ใครหลายๆ ต่างก็เคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้าง เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดของขนมไทยหลายๆ ชนิด ท้าวทองกีบม้าเป็นภรรยาของ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ที่รับบทในเรื่องโดย หลุยส์ สก๊อต

 

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา ท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ เข้ารับราชการเป็นในห้องเครื่องในต้น มีชื่อตำแหน่งว่า ท้าวทองกีบม้า ทำหน้าที่คอยกำกับเครื่องชาวพนักงานหวานในพระราชวัง ครั้งนั้นไม่เคยมีผู้ใดคิดค้นนำเอาของคาวอย่าง ไข่ไก่ มาทำเป็นของหวาน จนเกิดเป็นขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ที่เราได้ลิ้มชิมรสกันในปัจจุบัน แต่ก็มีการดัดแปลงสูตรไปบ้าง ท้าวทองกีบม้า ได้สร้างสรรค์ขนมหวานเพิ่มเติมอีกหลายชนิด โดยได้ดัดแปลงสูตรจากตำหรับอาหารโปรตุเกสให้กลายมาเป็นขนมหวานของไทย ผสมผสานความรู้ด้านการทำอาหารที่มีมาตั้งแต่เดิมเข้ากับวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น อาทิ ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ทองพลุ, ทองม้วน, สังขยา, กะหรี่ปั๊บ, ขนมผิง, ขนมไข่เต่า, ลูกชุบ และหม้อแกง อีกทั้งเพื่อมิให้สูตรที่มีมาแต่เดิมหายไป ท้าวทองกีบม้ายังได้ถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้แก่เหล่าสตรีในบังคับบัญชา จนตำรับนั้นเผยแพร่ออกไปและตกทอดมาสู่อนุชนรุ่นหลัง ทำให้ท้าวทองกีบม้าได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ราชินีแห่งขนมไทย’

ขอบคุณที่มา : sanook

Nokia 3310 โคตรโทรศัพท์มือถือในตำนาน!

Nokia 3310 มือถือที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยมียอดขายกว่า 126 ล้านเครื่องทั่วโลก

Nokia 3310 ได้ถูกประกาศเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 1 กันยายน 2543 หรือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว โดยในขณะนั้นทาง Nokia ต้องการออกโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มาแทนที่ Nokia 3210 ที่เคยได้รับ

ความนิยมอย่างมาก ซึ่งเมื่อ Nokia 3310 ออกวางจำหน่ายก็ขายดีไม่แพ้กัน และหากนับรวมจนถึงปัจจุบันนี้ Nokia 3310 ก็สามารถทำยอดขายทั่วโลกไปได้ถึง 126 ล้านเครื่อง ติดอันดับ 11 ของบรรดาโทรศัพท์มือถือที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกไปโดยปริยาย

รูปร่างหน้าตาของ Nokia 3310 จะดูกะทัดรัดกว่า Nokia 3210 ครับ ด้วยขนาดที่เล็กกว่าเล็กน้อย มีขอบที่โค้งมนทำให้ถือง่าย โดยหน้าจอเป็นแบบขาวดำ ไฟจอสีเดียว ขนาด 84 x 48

พิกเซล แถมถ้าหากชาร์จแบตเตอรี่ไว้จนเต็มจะสามารถอยู่ได้นานถึง 5-9 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ (แต่คงเทียบกับสมาร์ทโฟนยุคนี้ไม่ได้นะครับ เพราะ Nokia 3310 นั้นทำได้แค่รับสายเข้า-โทรออก กับฟีเจอร์อื่นๆ อีกนิดหน่อย)

ลูกเล่นทั่วไปของ Nokia 3310 นอกเหนือจากความเป็นโทรศัพท์แล้ว ก็จะมีเครื่องคิดเลข นาฬิกาจับเวลา นาฬิกาปลุก และเกมในเครื่องจำนวน 4 เกม ได้แก่ Snake II, Pairs II, Space

Impact และ Bantumi การสื่อสารกันในสมัยนั้น ถ้าไม่โทรหากันก็จะเน้นไปที่ SMS และมันก็ได้รับความนิยมมายาวนานกระทั่งการเข้ามาของแชทแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เช่น What’s App และ LINE การใช้ SMS หากันจึงเสื่อมความนิยมไป…

โทรทัศน์ โบราณ

โทรทัศน์ เป็นระบบโทรคมนาคมสำหรับการกระจายและรับภาพเคลื่อนไหวและเสียงระยะไกล คำนี้ยังหมายถึงรายการโทรทัศน์และการแพร่ภาพอีกด้วย คำว่าโทรทัศน์ในภาษาไทย มีที่มาจากคำในภาษาอังกฤษ คือ television ซึ่งเป็นคำผสมจากคำกรีก tele- (“ระยะไกล” — โทร-) และ -vision ที่มาจากภาษาละติน visio (“การมองเห็น” — ทัศน์) มักเรียกย่อเป็น TV (ทีวี)

เครื่องรับโทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรกของโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1925 โดยเป็นผลงานการประดิษฐ์ของจอห์น โลจี เบร์ด ชาวสกอตแลนด์[1]
ยุคเริ่มต้น ในการเสพสิ่งบันเทิงเริ่มต้นจากการรับฟังเสียง ผ่านเครื่องรับวิทยุ หรือ เครื่องเล่นแผ่นเสียง เท่านั้น ทำให้สมัยก่อนการเสพสิ่งบันเทิงต้องใช้จินตนาการค่อนข้างสูง ยุคต่อมา เป็นยุคที่ความบันเทิงมีทั้งภาพ และเสียง เราสามารถรับชมภาพ และรับฟังเสียงผ่าน เครื่องรับโทรทัศน์ได้ในยุคนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุคโทรทัศน์ และยุคนี้เรียกว่า “ยุคโทรทัศน์ขาวดำ”
การส่งภาพ และเสียงผ่านโทรทัศน์ในยุคเริ่มต้นนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคมชัดเท่าที่ควร อย่าว่าแต่ความคมชัดเลย แค่ภาพนั้นยังไม่มีสีสันอะไร เป็นเพียงภาพขาวดำที่มีเสียงประกอบเท่านั้น ซึ่งก็แน่นอนว่าภาพขาวดำเท่านี้ก็ดีกว่าฟังเสียงอย่างเดียวหลายสิบเท่าแล้ว

แหล่งที่มา wikipedia

กำเนิดมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลก

 

Reitwagen มอเตอร์ไซค์ คันแรกของโลก

มอเตอร์ไซค์ คันแรกของโลกถูกออกแบบและสร้างโดยนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันที่มีชื่อว่า ก็อทลีพ ไดม์เลอร์ จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885) แต่ต่อมาได้รับการพัฒนาให้เป็นรถสำหรับใช้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม ถ้าจะนับยานพาหนะสองล้อที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำว่าจักรยานยนต์แล้ว ได้เกิดขึ้นที่สหรัฐใน พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) โดย Sylvester Howard Roper จาก Massachusetts[1]

ในปี พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) Hildebrand & Wolfmüller ได้ทำการจำหน่ายเพื่อการค้าเป็นครั้งแรก โดยปรับปรุงแก้ไขการเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ผู้ผลิตมากที่สุดเห็นจะเป็น อินเดียน จำนวนสองหมื่นคันต่อปี โดยใน ค.ศ. 1920 ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ผลิตจักรยานยนต์เพื่อขายมากกว่า 67 ประเทศ จนกระทั่ง พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) DKW ได้กุมตลาดใหญ่ไว้

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง BSA Group เป็นผู้ผลิตใหญ่ ผลิต 75,000 คันต่อปีในคริสต์ทศวรรษ 1950 และบริษัทจากเยอรมนี Motorenwerke AG เป็นผู้ผลิตมากที่สุดตั้งแต่ พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ถึงคริสต์ทศวรรษ 1970

ปัจจุบัน บริษัทจากญี่ปุ่นอย่างฮอนด้า คาวาซากิ ซูซูกิ และยามาฮ่า ได้มีอิทธิพลต่อวงการจักรยานยนต์ ในขณะที่ในอเมริกา ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ก็ยังคงรักษาระดับความนิยมไว้ได้ ทางฝั่งยุโรปก็มี ดูคาติ-จากอิตาลี บีเอ็มดับเบิลยู-จากเยอรมัน และ ไทรอัมพ์-จากอังกฤษ ซึ่งในส่วนของบริษัทไทยนั่นก็มี เช่น ไทเกอร์, บิ๊กบูล, สตาเลียน, แพล็ททินัม และ จีพีเอ็กซ์ เรสซิ่ง

แหล่งที่มา wikipedia

ย้อนรอย 15 ปี เหตุ สึนามิ คลื่นยักษ์กลืนชีวิต

 

ย้อนรอย 15 ปี 26 ธันวาคม 2547 สึนามิ คลื่นยักษ์กลืนชีวิต พัดถล่มกว่า 14 ประเทศทั่วโลก ถูกนับให้เป็นภัยธรรมชาติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความเสียหายเช่นกัน

ครบรอบ 15 ปี คลื่นยักษ์ “สึนามิ”
วันที่ 26 ธันวาคม 2562 เข้าสู่ปลายเดือนธันวาคม เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่รอคอยมาตลอดทั้งปี เพื่อใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวอันเป็นที่รัก แต่สำหรับบางครอบครัวช่วงเวลาดังกล่าว อาจเป็นสิ่งที่ไม่น่าจดจำที่สุดในชีวิต เมื่อถึงเวลาที่หลายครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า ขณะเดียวกันบางครอบครัวอาจเป็นช่วงเวลาที่ต้องนึกถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ไปกับเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ภัยพิบัติทางธรรมชาติของโลก ครบรอบ 15 ปี คลื่นยักษ์ “สึนามิ”

จุดเริ่มต้นแห่งโศกนาฏกรรม
เวลา 07:58 น. (เวลาในประเทศไทย) ของวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 หลังคืนวันคริสต์มาส เทศกาลแห่งความสุข นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หลายคนกำลังหลับใหล ขณะที่นักท่องเที่ยวบางคนเลือกจะชมดื่มด่ำกับบรรยากาศความสวยงามของท้องทะเลที่เงียบสงบ และท้องฟ้าที่แจ่มใส ตลอดชายหาดที่สวยงามริมชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต หมู่เกาะพีพี หาดอ่าวนาง จ.กระบี่ และอุทยานแห่งชาติเขาหลัก จ.พังงา แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า อีกไม่กี่อึดใจ ภาพที่สวยงามตรงหน้าจะกลายเป็นภาพสุดท้าย โดยไม่มีเค้าลางว่า “หายนะ” กำลังเคลื่อนตัวมาหาพวกเขา

ในขณะนั้น เกิดแผ่นดินไหวในทะเลเหนือเกาะสุมาตรา ขนาด 9.2 จุดศูนย์กลางอยู่ใต้มหาสมุทรอินเดียลึกลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร จุดเหนือศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวอยู่บริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึง จ.ภูเก็ต และในอีกหลายจังหวัดชายฝั่งอันดามันของไทย

แหล่งที่มา  springnews

” กําแพงเมืองจีน “

 

กำแพงเมืองจีน ถือว่าเป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้และ เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หชิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ ตัวย่อ: 万里长城; พินอิน: กำแพงเมืองจีนมีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย มีความเชื่อกันว่า หากมองเมืองจีนจากอวกาศจะสามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถมองเห็นจากอวกาศได้

กำแพงเมืองจีนสร้างเมื่อ2000 ปีมาแล้ว รู้ไมว่าตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมา
มีข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนดังนี้

1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน

2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร

3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง

4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า “กำแพงยาวหมื่นลี้” (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร

5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก

6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง

7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน

9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ…

ความตกลงปารีสและการตัดสินใจ ก้าวสำคัญของความร่วมมือเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ความตกลงปารีส และการตัดสินใจ ถึงแม้ว่าจะมีการจัดตั้งกลไกภายใต้กรอบสหประชาชาติขึ้นเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 1990 แต่ด้วยสภาวการณ์

ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องเจรจาความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ จนสามารถตกลงกันได้ระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 21

(COP21) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2015 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เกิดเป็นความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งมีสาระสำคัญว่า 1.ตั้งเป้าหมายร่วมกันขั้นพื้นฐาน

ที่จะรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และกำหนดเป้าหมายที่สูงขึ้นไว้ควบคู่กันว่า จะพยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้น้อยลง

ไปอีก จนถึงต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส 2.ความตกลงฯครอบคลุมการดำเนินการในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มความ

สามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความโปร่งใสของการดำเนินการ และการให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงทางการเงิน โดยรัฐภาคีต้องมี

ข้อเสนอการดำเนินการที่เรียกว่า nationally determined contribution (NDC) ของประเทศทุก ๆ 5 ปี

ความตกลงปารีส ถือเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประชาคมโลก โดยมีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกราว 195 ประเทศลงนามในความ

ตกลงนี้ รวมถึงประเทศไทยด้วย

แหล่งที่มา prachachat

ฎีกาพิพากษา คุก ” 20ปี “สนธิ ลิ้มทองกุล

” สนธิ ลิ้มทองกุน ” ถึงคิวเข้าคุก

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ถึงคิวเข้าคุก ศาลฎีกา วินิจฉัยกระทำผิดหน้าที่ ตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ตกแต่งรายการทางการเงิน ทำสำเนาการประชุมกรรมการบริษัทแล้วไม่แจ้ง

ก.ล.ต. แต่เอาไปทำค้ำประกันเงินกู้ธนาคาร เอาเงินมาให้บริษัทในเครือพันกว่าล้านบาท ตั้งแต่ยุคปี 39-40 ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ลงโทษหนักแม้รับสารภาพ แต่ได้ลดทอนอัตราส่วนโทษ

และได้รับโทษสุทธิจริงตามกฎหมายเพียง 20 ปี ฎีกาชี้กฎหมายมุ่งคุ้มครองระบบการเงินการคลัง ถือเป็นการกระทำผิดร้ายแรง ไม่มีเหตุรอลงอาญา เผยสนธิเป็นสื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหว

ทางการเมืองที่มีสีสันคนหนึ่ง แต่ค่อยๆลดบทบาทลงตามกระแสทางการเมือง
ศาลฎีกายืนจำคุก “สนธิ ” ฐานทำเอกสารเท็จไปค้ำประกันเงินกู้แบงก์ทั้งที่กรรมการไม่ได้ให้

ความยินยอมโดยเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 912 ศาลอาญา วันที่ 6 ก.ย. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1036/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและ

ทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้นำทางการเมืองในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการที่รู้จักคุ้นเคยในฐานะนักจัด

รายการทางการเมือง, นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ฯ และ น.ส. ยุพิ

น จันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ฯ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 311, 312 (1) (2) (3), 313

จำเลยทั้งหมดมาศาลตามนัดโดยนายสนธิมาศาลในชุดคุ้นตา มีนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชายของนายสนธิ, นายพิภพ ธงไชย, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นายปราโมทย์ นาครทรรพ มาให้กำลังใจ

แหล่งที่มา thairath

ภารกิจสำเร็จ “ยานสำรวจอวกาศ Juno” เข้าสู่วงโคจร

“ยานสำรวจอวกาศ Juno” เข้าสู่วงโคจร สำเร็จลุล่วง!

“ยานสำรวจอวกาศ Juno”  ในวันที่ชาวอเมริกันทั่วประเทศกำลังเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกา คือวันที่ 4 ก.ค. องค์การอวกาศสหรัฐฯ หรือ นาซ่า ได้ทำการถ่ายทอดสดเหตุการณ์สำคัญ เมื่อยานสำรวจอวกาศ Juno เข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดี เพื่อถ่ายภาพดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล ซึ่งอาจช่วยไขปริศนาการก่อกำเนิดของดวงดาว

ล่าสุดยาน Juno เข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดีเรียบร้อย เมื่อเวลา 23.55 น.

ยานสำรวจอวกาศพลังงานแสงอาทิตย์ Juno ล่องลอยในอวกาศมานาน 5 ปีแล้วและเดินทางไปแล้วเกือบ 2,000 ล้านไมล์ และในเวลา 23.18 น. ของวันจันทร์ที่ 4 ก.ค. ตามเวลาในสหรัฐฯ ยาน Juno เริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดี หรือ Jupiter

เครื่องยนต์ของยาน Juno เริ่มจุดระเบิดเพื่อส่งให้ยานสำรวจลำนี้เข้าสู่วงโคจรของดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาลดวงนี้ โดยใช้เวลาทั้งหมดราว 35 นาที

เมื่อเข้าสู่วงโคจรแล้ว นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าคาดว่ายาน Juno จะวนรอบดาวพฤหัสบดีทั้งหมด 37 รอบ ในช่วงเวลา 20 เดือนจากนี้ และอาจมีบางจังหวะที่เข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีประมาณ 4,800 กม. จากพื้นผิวของดาว

ดาวพฤหัสบดีหรือ Jupiter มีก๊าซฮีเลียมและไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก ต่างจากโลกของเราที่ส่วนใหญ่เป็นหิน เว็บไซต์ของนาซ่าระบุว่า การโคจรรอบขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวพฤหัสบดี จะช่วยเปิดเผยเกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของดาวยักษ์สีแดงดวงนี้ได้มากขึ้น

คุณ Scott Bolton ผู้นำภารกิจครั้งนี้ จัดประชุมแถลงข่าวที่ห้องทดลองขององค์การนาซ่า ที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ในวันจันทร์ โดยบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่นาซ่าจะสามารถหาคำตอบเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของระบบสุริยะจักรวาล แต่ยาน Juno กำลังพยายามค้นหาร่องรอยหรือหลักฐานในเรื่องนี้

นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ชี้ว่า ในช่วงเริ่มแรก ยาน Juno จะค้นหาสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์ดวงนี้ จากนั้นจึงค้นหาแหล่งรังสีต่างๆ พร้อมไปกับการตรวจสอบวงแหวนเศษซากวัตถุอวกาศที่ล่องลอยอยู่รอบๆ ดาวพฤหัสบดี

ด้านคุณไฮดี เบคเกอร์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของนาซ่า ระบุว่าส่วนที่ยากที่สุดสำหรับภารกิจนี้คือการหลบเลี่ยงซากวัตถุอวกาศที่ล่องลอยด้วยความเร็วสูงรอบดาวพฤหัสบดี เพราะหากยาน Juno ปะทะกับวัตถุเหล่านี้ก็อาจเสียหายได้ทันที

อย่างไรก็ตาม นาซ่าค่อนข้างมั่นใจว่าคอมพิวเตอร์ควบคุมที่เปรียบเสมือนสมองของยาน Juno ซึ่งผลิตโดยบริษัท Lockheed Martin เคลือบด้วยแร่ไทเทเนียมและมีความหนาราวครึ่งนิ้วจะสามารถต้านทานแรงกระแทกได้ในระดับหนึ่ง

ภารกิจสำรวจดาว Jupiter มีมูลค่าทั้งหมดราว 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ยาน Juno จะมุ่งตรงดิ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี เพื่อให้เกิดการเผาไหม้จนหมดไป และไม่กลายเป็นขยะอวกาศอีกชิ้นหนึ่ง

ทางองค์การนาซ่าถ่ายทอดสดเหตุการณ์สำคัญนี้ทาง NASA TV ซึ่งรับชมผ่านทางเว็บไซต์ของนาซ่าที่ www.nasa.gov ตั้งแต่เวลา 22.30 น. เป็นต้นไป ตามเวลาในสหรัฐฯ…